Selective Epitaxy (SiGe/Si:C):
Selective Epitaxy (SiGe/Si:C)
01 บทนำ: Epitaxy คืออะไร
ในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Epitaxy (Epi) ถือเป็นหัวใจสำคัญในขั้นตอน Thin Film Deposition ซึ่งเป็นการเติบโตของชั้นฟิล์มบางบนพื้นผิวผลึกเดี่ยว (Substrate) โดยที่ชั้นที่เติบโตขึ้นมานั้นจะมีโครงสร้างผลึกที่ต่อเนื่องและสอดคล้อง (Lattice orientation) กับพื้นผิวเดิมอย่างสมบูรณ์ ต่างจากกระบวนการ CVD ทั่วไปที่มักจะได้ฟิล์มแบบ Polycrystalline หรือ Amorphous
ความสำคัญของ Epitaxy ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้าง Si-epitaxial layer บน Si-wafer เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงการสร้าง Heteroepitaxy เช่น การปลูกชั้น SiGe บน Si เพื่อสร้าง Strain Engineering ช่วยเพิ่ม Mobility ของพาหะประจุในช่องสัญญาณ (Channel) ของ Transistor ซึ่งเป็นกลไกหลักที่ช่วยให้ประสิทธิภาพของ Chip สูงขึ้นตามกฎของ Moore โดยไม่ต้องลดขนาดกระบวนการผลิตเพียงอย่างเดียว
Thermal oxidation (Deal-Grove), LPCVD, PECVD (SiO₂/SiN/poly-Si), ALD (Al₂O₃/HfO₂ สำหรับ high-k gate dielectric), PVD sputtering, selective epitaxy (SiGe/Si:C)
Equipment: Furnace, PECVD reactor, ALD chcyan, MBE system
Path: Process / Fab Engineer
02 หลักการพื้นฐาน
กลไกทางฟิสิกส์หลักของ Epitaxy อ้างอิงจากหลักการทางอุณหพลศาสตร์ (Thermodynamics) และจลนพลศาสตร์ (Kinetics) ของการเคลื่อนที่บนพื้นผิว โดยเป้าหมายคือการให้สารตั้งต้น (Precursor) เคลื่อนที่บนพื้นผิว (Surface Diffusion) ไปยังตำแหน่ง Kink site หรือ Step edge เพื่อรักษาโครงสร้างผลึกเดิมเอาไว้ ซึ่งอธิบายได้ด้วยพลังงานกระตุ้น (Activation Energy) และอุณหภูมิที่เหมาะสม
03 กระบวนการและขั้นตอน
กระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมมักใช้เทคนิค Chemical Vapor Deposition (CVD) ที่ควบคุมสภาวะอุณหภูมิสูง เพื่อให้เกิดการจัดเรียงตัวของอะตอมได้อย่างแม่นยำ ลำดับขั้นตอนเริ่มจากการทำ In-situ Cleaning โดยใช้ก๊าซ $H_2$ ที่อุณหภูมิสูงเพื่อกำจัดชั้น Oxide ธรรมชาติ (Native Oxide) บนพื้นผิวเวเฟอร์ ก่อนจะเริ่มป้อนก๊าซ Precursor เข้าไป
ในเทคนิค Selective Epitaxial Growth (SEG) วิศวกรจะใช้การควบคุมสมดุลระหว่างการ Deposition และ Etching โดยการเติมก๊าซ HCl ลงไปในกระบวนการ เพื่อกำจัดอะตอมที่จับตัวบนฉนวน (เช่น $SiO_2$ หรือ $Si_3N_4$) แต่ยังปล่อยให้อะตอมเติบโตบนพื้นผิวซิลิกอนที่เป็นผลึกได้ สิ่งนี้ช่วยในการสร้างโครงสร้าง Raised Source/Drain ในอุปกรณ์แบบ FinFET เพื่อลดความต้านทานสัมผัส (Contact resistance) และเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งผ่านกระแสไฟฟ้า
04 เทคนิคขั้นสูง
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค sub-5nm ความท้าทายหลักอยู่ที่การควบคุมการแพร่กระจายของสารเจือปน (Dopant Autodoping) และการรักษาความคมชัดของรอยต่อ (Junction abruptness) การลดอุณหภูมิในกระบวนการ (Low-Temperature Epitaxy) กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้สารเจือปนเคลื่อนที่ (Thermal diffusion) ซึ่งจะทำลายคุณสมบัติทางไฟฟ้าของ Channel
นอกจากนี้ การใช้ MBE (Molecular Beam Epitaxy) ยังถูกนำมาใช้ในงานวิจัยและงานเฉพาะทางที่ต้องการความแม่นยำในระดับชั้นอะตอม (Atomic Layer Precision) สำหรับอุปกรณ์ประเภท Compound Semiconductors หรือการทำ Quantum Well Structures ซึ่งการปรับจูนความเครียดในผลึก (Strain Engineering) ด้วยวัสดุอย่าง SiGe หรือ Si:C ต้องใช้ความแม่นยำสูงมากเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด Relaxed layer ที่จะนำไปสู่ปัญหา Performance degradation
05 เครื่องมือและอุปกรณ์
อุตสาหกรรมในปัจจุบันพึ่งพาเครื่องมือระดับ High-end จากผู้ผลิตหลักเพื่อรักษาความแม่นยำในการผลิต:
- Applied Materials (AMAT): ผู้นำด้าน Epi Reactor ระบบ Single-wafer (เช่น รุ่น Centura) ที่เน้นความสม่ำเสมอของชั้นฟิล์ม
- ASM International: โดดเด่นในเทคโนโลยี Epitaxial Deposition สำหรับกระบวนการขั้นสูง
- Tokyo Electron (TEL): ผู้ผลิตเครื่องมือ LPCVD และ Epi ที่มีประสิทธิภาพสูงในตลาดเอเชีย
06 การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม
ในโรงงานระดับ Leading-edge Foundry เช่น TSMC, Intel และ Samsung กระบวนการ Epitaxy คือขั้นตอนที่ถูกควบคุมเข้มงวดที่สุด เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อค่า Threshold Voltage ($V_t$) และ Drive Current ($I_{on}$) ของ Transistor ทุกตัวบนชิป การประยุกต์ใช้ Strain Engineering ผ่าน Epitaxy ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถผลิตชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing - HPC) และชิปสำหรับ AI ที่ใช้พลังงานต่ำลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา Precursor ก๊าซความบริสุทธิ์สูง (Ultra-high purity gases) ไปจนถึงการพัฒนาระบบควบคุมซอฟต์แวร์ที่แม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถือเป็นเกราะป้องกันความได้เปรียบทางการแข่งขันของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนา Epitaxy ในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการเพิ่มขีดความสามารถในการปลูกผลึกบนวัสดุใหม่ๆ เช่น Gallium Nitride (GaN) เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสีเขียวและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังสูง